Cryptointrend

[Educate] เปรียบเทียบระบบ Proof of Work กับ Proof of Stake

Proof of Work

Proof of work  หรือ “การพิสูจน์ด้วยการทำงาน” คือชุดกฎคำสั่งหรือ Protocol ที่ถูกตั้งไว้โดยกลุ่มนักพัฒนาของเหรียญนั้นๆ โดยจุดประสงค์หลักๆที่สร้างมันขึ้นมาก็เพื่อป้องกันการโจมตีแบบ DDoS (distributed denial-of-service attack) หรือการโจมตีที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่อง ส่งข้อมูลเข้ามาเพื่อโจมตีเซิฟเวอร์เดียว โดยหวังให้เครื่องเซิฟเวอร์นั้นทำงานหนักและล่ม

แนวคิดของ Proof of work เริ่มต้นขึ้นก่อนที่จะมี Bitcoin แต่ Satoshi Nakamoto เอาเทคนิคนี้มาปรับใช้กับ Bitcoin ในภายหลัง

Proof of work เป็นไอเดียที่ถูกนำมาปรับใช้กับ Bitcoin ได้อย่างอัจฉริยะและชาญฉลาดมากที่สุด เนื่องจากว่ามันมีการให้อนุญาต trustless และ distributed consensus (ระบบแบบไม่ต้องวางใจใครแต่ใช้การตัดสินใจของคนหมู่มากแทน)

ระบบ trustless และ distributed consensus นั้นจะสามารถทำให้คุณสามารถส่งเงินหาใครก็ได้ แบบไม่จำเป็นต้องพึ่งพาธนาคารหรือบุคคลที่สาม

ยกตัวอย่างถ้าคุณจะโอนเงินให้เพื่อนของคุณทางไกล คุณก็ต้องพึ่งพาระบบของธนาคาร Visa, Mastercard หรือ PayPal ซึ่งต้องเก็บประวัติและข้อมูลของทั้งผู้รับและผู้ส่ง

แต่กับ Bitcoin และเหรียญ cryptocurrency อื่นๆ “ทุกคน” จะมีบัญชีสมุดธนาคารหรือ ledger (Blockchain) ของผู้คนทั้งโลกที่ใช้เหรียญนั้นๆ ดังนั้นจึงไม่ต้องมีใครไว้วางใจบุคคลที่สามอีกต่อไป

Proof of Work กับการขุดบิทคอยน์ เป้าหมายของการขุดนั้นมีอยู่สองข้อ

  1. เพื่อตรวจสอบธุรกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ หรือใช้เพื่อป้องกันการโกงจากผู้จ่ายเงิน
  2. เพื่อสร้างเหรียญดิจิทัลใหม่ โดยเป็นการให้รางวัลนักขุดที่ทำงานสำเร็จ

เมื่อคุณทำธุรกรรมในแต่ละครั้ง ระบบเบื้องหลัง อย่าง blockchain จะทำงานโดย

  • ธุรกรรมจะถูกนำมามัดรวมกันไว้และเก็บในตัวเก็บข้อมูลที่เรียกว่า block
  • นักขุดหลายๆคนจะทำการตรวจสอบข้อมูลใน block นั้นๆว่าเป็นของจริงหรือไม่
  • นักขุดจะต้องแก้ไขสมการทางคณิตศาสตร์ ที่เรียกว่าปัญหาของ proof of work
  • รางวัลนั้นจะถูกมอบให้กับนักขุดคนแรกที่ทำการไขสมการและปิดบล็อกนั้นได้สำเร็จ
  • Block ต่างๆที่เก็บข้อมูลจะถูกนำมาร้อยต่อกันเหมือนโซ่ขนาดใหญ่ เรียกว่า Blockchain

สมการทางคณิตศาสตร์ดังกล่าวนี้ ฟีเจอร์ก็คือความไม่สมดุล คือจะต้องทำให้มันทำให้แก้ไขได้ยาก แต่ตรวจสอบง่าย  ซึ่งแนวคิดดังกล่าว มีชื่ออื่นๆที่เรียกแตกต่างกันไปว่า CPU cost function, client puzzle, computational puzzle หรือ CPU pricing function

Proof of Stake

Proof of stake คืออีกหนึ่งวิธี ที่ใช้ในการตรวจสอบธุรกรรมได้เหมือนกัน

แนวคิดของ proof of stake คิดขึ้นมาในงาน Bitcointalk forum เมื่อปี 2011 แต่เหรียญตัวแรกของโลกที่ใช้เจ้าอัลกอริทึมตัวนี้มีนามว่า Peercoin ซึ่งเริ่มใช้เมื่อปี 2012 โดยหลังจากนั้นก็มี ShaodowCash, Nxt, BlackCoin, NuShares/NuBits, Qora และ Nav Coin

แต่ใน Proof of Stake จะไม่มีระบบ Block Reward สำหรับคนที่แก้สมการได้สำเร็จเหมือน Proof of Work แต่ผู้ที่ถือ Stake จะได้รับค่าธรรมเนียมแทน ซึ่งก็ไม่ต่างกับ block reward

ใน proof of work ที่มีการหา distributed consensus ได้นั้น นักขุดจะต้องใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมาก โดยอ้างอิงข้อมูลจากปี 2015 นั้น การจะสร้าง Bitcoin ขึ้นมา 1 BTC จะต้องใช้พลังไฟฟ้าที่มาก เทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของบ้านคนอเมริกา 1.57 ครัวเรือนต่อวัน และต้นทุนค่าไฟเหล่านี้ถูกจ่ายด้วยเงินสด ซึ่งนั่นอาจทำให้เกิดปัญหาด้านมูลค่าเศรษฐกิจของเหรียญ cryptocurrency ในระยะยาวได้

แต่ระบบ PoS ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมหาศาลอีกต่อไป เนื่องจากตัวแปรที่จะทำให้พวกเขาได้รายได้มากขึ้นคือจำนวนเหรียญที่พวกเขามี และรวมถึงกลไกของระบบ

ดังนั้นข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดของทั้ง PoW และ PoS เปรียบเทียบง่ายๆด้านผลประโยชน์ก็คือ

  1. ประหยัดพลังงาน
  2. การโจมตีเจาะระบบอาจจะแพงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากนักแฮคต้องการจะซื้อจำนวนเหรียญ 51% ของทั้งหมด  ราคาเหรียญในตลาดก็จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เป็นไปได้ยาก

Admin Intrend

Cryptointrend Administrator

คอมเมนต์

three × 5 =

บทความล่าสุด